RDS และ Amazon Aurora
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่มีคนดูแลและรุ่นความเร็วแสง
RDS (ฐานข้อมูล Relational แบบดั้งเดิม) เหมือนแฟ้มเอกสารที่มีตารางชัดเจน ข้อมูลเชื่อมโยงกันได้. สมัยก่อนตั้งเองบน EC2 เหมือนคุณต้องสร้างตู้เอกสาร ประกอบตู้เอง และจ้างยามเฝ้าเอง แต่พอเป็น RDS AWS คือคนจัดการตู้/ซ่อม/อัปเดตระบบให้ คุณโฟกัสแค่การหยิบเอกสาร ส่วน Aurora คือตู้รุ่นซูเปอร์พรีเมียมที่ AWS ปรับแต่งสปริงและลิ้นชักจนทำให้ดึงเอกสารเร็วกว่าตู้ดั้งเดิม (MySQL/PostgreSQL) ถึง 5 เท่า!
RDS (Relational Database Service) คือบริการฐานข้อมูลชนิดที่มีความสัมพันธ์กัน (โครงสร้างแบบ SQL เป็นตารางคอลัมน์-แถวเป๊ะๆ) ซึ่งถ้าเอาไปตั้งเองบน EC2 คุณต้องนั่งอัปเดต OS ซ่อมฐานข้อมูลตอนพัง แต่บริการ RDS เป็นบริการแบบ "Managed" — AWS จะมาดูแลเรื่องสำรองข้อมูล, ติดตั้งแพตช์ (Patch), อัปเกรดเวอร์ชันซอฟต์แวร์ให้
- มีตัวเครื่องยนต์ตระกูลดั้งเดิมให้เลือก 6 เจ้า: MySQL, PostgreSQL, MariaDB, Oracle, SQL Server และน้องใหม่ดาวรุ่งอย่าง Amazon Aurora
- Multi-AZ (เพื่อความทนทานแบบ High Availability): RDS มีฟีเจอร์ Multi-AZ โดยมันจะปั๊มข้อมูลลง "เครื่องสำรอง" (Standby) ในโซน (AZ) ที่สองแบบอัตโนมัติ (ซิงก์กันระดับเสี้ยววิ) ถ้าเครื่องหลัก (Primary) ดับหรือไฟไหม้ ระบบจะสลับเส้นทางไปเครื่อง Standby ให้พริบตาเดียวโดยเราไม่ต้องเข้าไปเปลี่ยนการตั้งค่าโค้ดแอปเลย
- Read Replica (เพื่อความเร็วและแบ่งโหลดการอ่าน): เป็นเครื่องสำเนาแบบที่ "ใช้อ่านอย่างเดียว" มีกี่เครื่องก็ได้ (ใช้แก้ปัญหาเวลาคนอ่านข้อมูล/ค้นหาหนักๆ จนเครื่องหลักค้าง) แต่ไม่สามารถทำเป็นเครื่อง Standby กรณีดับฉุกเฉินแบบอัตโนมัติ
สรุป Key Takeaways
- RDS = Managed SQL database จัดการ patch/backup ให้
- Multi-AZ มีไว้เพื่อ HA (failover อัตโนมัติเมื่อเครื่องหลักล่ม)
- Read Replica มีไว้เพื่อสเกลงานอ่าน (ลดโหลดเครื่องหลัก)
- Aurora = เร็วและทนกว่า RDS ปกติ (เก็บข้อมูล 6 ชุด กระจาย 3 AZ)
ลองทำ Quiz ท้ายบท
คำถามแนวข้อสอบของโมดูลนี้ 5 ข้อ · เฉลยทันที

